5 รองเท้าวิ่ง ที่นักวิ่งขาแรงและสายแข่งห้ามพลาด

ความรู้สึกดี ๆ ที่ได้จากการทำ Personal Best นี่มันฟินเสียเหลือเกิน นอกจากการฝึกซ้อมอยู่เป็นประจำแล้ว รองเท้าที่พาเราวิ่งได้เร็วขึ้นก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน supersports.co.th จะพามาดูรองเท้าวิ่ง ที่จะช่วยพาเราไปได้เร็วกว่าเดิม วันไหนเบื่อ ๆ การวิ่งจ็อกกิ้ง อย่างซิ่ง ก็สามารถหยิบรองเท้าเหล่านี้มาลงถนน ซ้อมวิ่ง ก่อนที่จะไปต่อมาราธอนงานถัดไปได้เลย

รองเท้าวิ่ง Hoka Carbon X 2

Hoka พัฒนารองเท้าวิ่งรุ่นนี้ออกมาได้ดีกว่า Carbon X มาก วิ่งแล้วสไตร์กพื้นได้ไม่มีลื่น อัปเปอร์ล็อคฟิตกว่าเดิม วิ่งแล้วไม่ขยับเขยื้อนเหมือนรุ่นก่อน เพิ่มพื้นที่ให้นิ้วเท้าด้านใน พื้นคาร์บอนที่แบรนด์ใส่มาให้ ช่วยดีดตัวและทำความเร็วได้จริง ถ้าใครวิ่งจริงจัง หยิบคู่นี้ลงวิ่ง 50 กิโลเมตรได้สบาย ๆ สำหรับใครที่มองรองเท้าวิ่งสายคาร์บอนในแบรนด์นี้ Hoka Carbon X 2 จะต่างจาก Rocket X ตรงที่ Carbon X 2 จะให้ความรู้สึกที่นิ่มกว่าเวลาลงน้ำหนักเท้า สามารถใส่ซ้อมได้ หรือใส่ลงแข่งเลยก็ได้ แต่ Rocket X จะเน้นไปที่รองเท้าลงแข่งทำความเร็วเลยซะมากกว่า ใส่ซ้อมอาจจะไม่ได้ช่วยซัพพอร์ตมากนัก

รองเท้าวิ่ง Saucony Endorphin Pro

รองเท้าวิ่งที่มีเทคโนโลยีคล้ายกับ Vaporfly NEXT% ในราคาที่ถูกกว่า ใส่สบาย ทรงพื้นรองของ Endrophin Pro จะมีความโค้งงอน ให้ความสำคัญกับอุ้งเท้ามากเป็นพิเศษด้วยการใส่เทคโนโลยี SpeedRoll ของ Saucony เอง พาเท้ากลิ้งไปข้างหน้า ไม่บังคับให้เราวิ่งแล้วเท้าล้ม เวลาดีดเท้าขึ้นก็แทบจะไม่ต้องใช้แรงเลย เทคโนโลยีนี้ยังช่วยลดอาการบาดเจ็บจากโรครองช้ำอีกด้วย เพราะแผ่นคาร์บอนที่เป็นรูปตัว S จะช่วยกระจายแรงกระแทกมาที่ตรงกลางเท้า แม้ว่าเราจะลงน้ำหนักที่ส้นเท้าโดยปกติก็ตาม

รองเท้าวิ่ง Nike Air Zoom Tempo NEXT%

รองเท้าวิ่งที่ไนกี้ออกแบบมาให้ใส่ซ้อมวิ่ง ก่อนที่จะไปใส่ตัว Alphafly NEXT% หรือ Vaporfly NEXT% รุ่นนี้ดรอปรองเท้าสูง 10 มิลลิเมตร ใส่เดินธรรมดา หรือวิ่งอยู่ที่เพซประมาณ 8 – 9 จะรู้สึกว่าเทแรงไปด้านหน้าที่บริเวณ Air Zoom Pod พอเริ่มออกตัววิ่งไปเรื่อย ๆ รองเท้าจะทำงานได้ดีที่สุดตั้งแต่เพซ 6 ลงมา แต่ก็จะมาพร้อมเสียงวิ่งด้วยเช่นกัน Nike ใส่เทคโนโลยีระดับท็อปมาทั้ง Zoom X และ React เพื่อชดเชยแรง ทำให้คืนแรงได้ดีมาก สปริง นุ่มเด้ง ซัพพอร์ทกว่ารองเท้าใส่วิ่งแข่งตัวท็อปรุ่นอื่น ๆ ในค่าย พื้นรองเท้าด้านนอกและอัปเปอร์ของ Tempo NEXT% ยังทนกว่า Vapofly NEXT% อีกด้วย Nike ใช้ Flyknit มาทำอัปเปอร์ อัปเปอร์จะโอบหลังเท้าฟิตพอดี ไมต้องกังวลเรื่องเชือกรองเท้าเลย ข้อสังเกตจะอยู่ที่อาจจะระบายความชื้นออกได้ไม่ดีเท่า Vaporfly แต่มั่นใจได้เลยว่าใส่ซ้อมแล้วจะทำให้พัฒนาการการวิ่งดีขึ้นอย่างแน่นอน

รองเท้าวิ่ง Nike Air Zoom Pegasus 37

ถ้าหากไม่ซีเรียสว่าต้องเป็นรองเท้ารุ่นใหม่อย่าง Pegasus 38 รุ่นนี้ก็ดีไม่น้อยเลย เพราะที่ Nike ทำ Pegasus 38 ออกมา เหมือนเป็น minor change มากกว่า เพิ่มระบบล็อคกระชับหลังเท้าให้แน่นขึ้น และผ้าตาข่ายให้ช่วยระบายอากาศ แต่เพอร์ฟอร์แมนซ์ที่รองเท้าจะให้เราได้ก็ยังทำความเร็วได้เหมือนเดิม หากใครที่กำลังเริ่มวิ่งทำความเร็ว คู่นี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะให้การซัพพอร์ทไปพร้อมๆ กับความเร็ว ด้านในรองเท้ามีพื้นที่สำหรับคนที่หน้าเท้ากว้างอยู่แล้ว พื้นโฟมที่ Nike ใช้เป็นโฟม React ถ้าวิ่งแล้วลงน้ำหนักที่หน้าเท้า จะช่วยให้เทน้ำหนักง่ายขึ้น แต่พื้นตรงอุ้งเท้าจะไม่เด้งเท่า Zoom Fly 3 พื้นรองเท้าตั้งแต่กลางเท้าไล่ไปจนนิ้วเท้าจะทนมาก รุ่นนี้ใครที่ต้องการทำความเร็วใส่ก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็น elite runner เลย น้ำหนักเบา ซัพพอร์ท และเค้นความเร็วได้ดีเยี่ยม

สำหรับใครที่สนใจเจนล่าสุดสามารถตามอ่าน 4 จุดอัปเกรดที่ทำให้ Nike Air Zoom Pegasus 38 ดีกว่าเดิม ได้ที่ https://www.supersports.co.th/sports-news/nike-air-zoom-pegasus-38

รองเท้าวิ่ง Saucony Endorphin Speed

อีกหนึ่งโมเดลที่ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ Endorphin Pro แต่มาในราคาที่ถูกกว่า หน้ารองเท้างอนขึ้น เหมือน Endorphin Pro แต่รุ่นนี้ Saucony ใช้พื้นไนลอน ที่ให้ความเด้งมากกว่า 44% และคืนพลังงานได้ดีกว่า 88% เอื้อให้นักวิ่งใส่สปีดได้เต็มที่ ในขณะที่รองเท้าก็ซัพพอร์ทเท้าในเวลาเดียวกัน สามารถใส่ซ้อมทำความเร็วได้ ทั้ง interval, tempo, fartlek หรือวิ่งออกกำลังกายธรรมดาแต่ว่าเพซเราค่อนข้างเร็วกว่าเพื่อน