Unbelievable Stories You Never Know About Nike Cortez




• บิลรับไม่ได้กับการที่รองเท้าวิ่งมีน้ำหนักค่อนข้างมาก เขาจึงรวบรวมประสบการณ์จากการเป็นนักกีฬาและโค้ช
มาศึกษารองเท้าอย่างจริงจัง จนสร้างโมเดลรองเท้ารุ่นแรกขึ้นมาสำเร็จ
• บิลและฟิลร่วมกันก่อตั้งบริษัทไนกี้เป็นของตนเอง และวางขาย Nike Cortez silhouette เป็นรุ่นแรก



“ช่วงเวลาจะเป็นที่จดจำเพียงชั่วข้ามคืน แต่ตำนานจะเป็นที่จดจำตลอดไป”


  ในวงการรองเท้ากีฬานั้นอาจไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า Nike Cortez คือหนึ่งในตำนานตัวจริงแห่งวงการ ระยะเวลา 47 ปี นับจากเริ่มวางจำหน่ายครั้งแรกในปี ค.ศ. 1972 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน รองเท้าสุดคลาสสิกคู่นี้ก็ยังคงครอบครองพื้นที่ในหัวใจของใครหลายๆคน เพราะปัจจุบันเรายังสามารถเห็นผู้คนสวมใส่ Nike Cortez ได้อยู่เสมอๆ

  บิล บาวเวอร์แมน (Bill Bowerman) หนึ่งในผู้ก่อตั้งไนกี้ รู้ดีว่านักกีฬาส่วนใหญ่คาดหวังอะไรจากรองเท้าวิ่ง เพราะเขาคือหนึ่งในนักกีฬาขนานแท้ที่ก้าวเข้าสู่วงการกีฬาตั้งแต่ยังเด็ก โดยเป็นนักฟุตบอลสมัยที่ยังเรียนอยู่ช่วงมัธยมฯ เป็นนักกีฬาตอนที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยออริกอน (University of Oregon) และเป็นโค้ชก่อนที่จะเป็นทหารที่ร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 บิลเป็นทั้งเมนเทอร์ โค้ช และเพื่อนของฟิล ไนต์ (Phil Knight) ทั้งสองร่วมกันสร้างบลู ริบบอน สปอร์ตส (Blue Ribbon Sports) ด้วยกันในปี 1964 โดยนำรองเท้าวิ่งสัญชาติญี่ปุ่นเข้ามาขาย และทำกำไรให้กับบริษัทจนประสบความสำเร็จ เมื่อบิลใช้เวลาอยู่กับรองเท้าวิ่งนานๆ ประกอบกับการเคยป็นนักกีฬา ทำให้เขาเกิดไอเดียที่จะพัฒนารองเท้าในแบบของตัวเอง โดยเขาเขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรว่ามีวิธีการอะไรบ้างที่จะช่วยพัฒนารองเท้าสำหรับนักวิ่งให้ดีได้มากกว่าเดิม ทว่าก็ไม่มีใครสนใจไอเดียของบิลในขณะนั้น


A shoes must be 3 things: it must be light,
comfortable and it’s got to go the distance. — Bill Bowerman


   “รองเท้าต้องประกอบไปด้วย 3 ข้อคือ น้ำหนักเบา ใส่สบาย และทนทาน” บิล บาวเวอร์แมน ผู้ร่วมก่อตั้งไนกี้ได้กล่าวไว้ก่อนที่จะลงมือทำรองเท้าด้วยตัวเอง โดยเริ่มจากการเลาะเอาโครงสร้างพื้นรองเท้าออกและนำมาวิเคราะห์โครงสร้างของรองเท้า จากนั้นประกอบแพทเทิร์นรองเท้าใหม่ทั้งหมด บิลทำการทดลองจนสำเร็จ ได้รองเท้าวิ่งที่ประกอบไปด้วย 3 เลเยอร์คือฟองน้ำยางแบบแข็งสีฟ้า ขนาบด้วยฟองน้ำยางแบบนิ่มทั้ง 2 ข้าง ซึ่งถือเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีและความมีสไตล์เข้าด้วยกัน เมื่อบิลทำรองเท้าออกมาสำเร็จ เขาได้นำไปทดลองกับฟิล จนกระทั่งรองเท้าไปสะดุดสายตาของเพื่อนในทีม เขาได้นำรองเท้าของบิลไปลอง และใส่ลงแข่ง ผลปรากฏว่าชนะการแข่งขันทั้ง 2 รายการ หนึ่งในนั้นคือเหรียญทอง รายการวิ่งแข่ง 400 เมตรของกีฬาโอลิมปิกในปี 1960 ด้วยรองเท้าออริจินอลของบิลนั่นเอง หลังจากนั้นบิลได้เริ่มมองหาวัสดุอื่นๆที่น้ำหนักเบาและยืดหยุ่นได้ อาทิ หนังกวาง หนังจิงโจ้ หนังงู เกล็ดปลา และผ้ากำมะหยี่ รวมไปถึงออกแบบรองเท้าให้เหมาะกับทรงเท้าของคนอเมริกันมากขึ้น



  ประตูความสำเร็จของไนกี้เปิดกว้างขึ้นเมื่อตอนที่ฟิลบินไปชมกีฬาโอลิมปิกในปี 1964 และได้พบกับซีอีโอและผู้บริหารท่านอื่นๆของโอนิซึกะ เขาอธิบายไอเดียการทำรองเท้าให้กับทีมโอนิซึกะฟัง และมีโอกาสได้ไปศึกษาการตัดเย็บในโรงงานทำรองเท้าจริงๆ จากจุดนี้เขาพัฒนาความสัมพันธ์กับทีมผู้บริการของโอนิซึกะ และเชื่อมั่นในการทำรองเท้าของตนเองเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นไม่นานฟิลได้พัฒนารองเท้า TG-22 ให้ดีกว่าเดิมและส่งตัวอย่างให้โอนิซึกะพิจารณา จนเดือนถัดมาโอนิซึกะตอบตกลงที่จะผลิตรองเท้าของฟิล โดยจุดขายของรองเท้าอยู่ที่แผ่นรองรับน้ำหนักบริเวณหน้าเท้า (ball of foot) ส้นเท้า (heel) และทำให้ส้นเท้าแคบลง (narrow heel) เพื่อให้เหมาะกับรูปท้าของคนอเมริกัน ซึ่งรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นที่พิสูจน์ความสำเร็จและความอดทนของบิล บาวเวอร์แมนและฟิล ไนต์ เพราะเป็นรองเท้าคู่แรกของคนอเมริกันที่ยึดเกาะ และใส่เดินบนถนนได้อย่างสบายๆ ทั้งคู่ได้ยกเลิกบลู ริบบอน สปอร์ตสและเริ่มสร้างบริษัทใหม่เป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อว่า “ไนกี้” ที่มีรองเท้ารุ่น Nike Cortez silhouette เป็นรุ่นแรกที่วางขายในบริษัท


  เจตนารมณ์ในการคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆของไนกี้เพื่อพัฒนาและสร้างรองเท้าที่จะสามารถทำให้นักกีฬาแสดงศักยภาพสูงสุดออกมายังคงดำเนินต่ออย่างไม่หยุดยั้ง อาจไม่ผิดนักหากกล่าวว่า Nike Cortez คือปฐมบทของตำนานรองเท้าวิ่ง ที่เป็นต้นแบบของรองเท้ารุ่นอื่นๆ และมีส่วนในการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์แห่งวงการรองเท้าวิ่งตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา