What are 2 core beliefs that makes NIKE rise?


กว่าที่จะมาเป็นไนกี้ รองเท้าผ้าใบที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจนถึงทุกวันนี้ เราต้องกล่าวย้อนไปตั้งแต่ช่วงที่ฟิล ไนต์ (Phil Knight) ก่อตั้งบริษัทและฝ่าฟันอุปสรรคหลายด่าน จนเกือบจะถอดใจล้มเลิกการทำธุรกิจ สิ่งที่เป็นพลังขับเคลื่อนให้เขาเดินหน้าต่อนั่นคือการที่เขามี “ความเชื่อ” และความมั่นใจในความเชื่อของตัวเองอย่างมาก
• เขาเชื่อว่าการวิ่งจะสามารถพัฒนาคนให้ดีขึ้นได้



  ฟิลเขียนในหนังสือ Shoe Dog ของตนเองกล่าวว่า เขาเชื่อมั่นหากคนได้ใส่รองเท้าวิ่งที่ดีและมีคุณภาพจะสามารถแสดงศักยภาพของตัวเองผ่านการเล่นกีฬาได้อย่างเต็มที่ ภาคภูมิใจในตนเอง และเชื่อมั่นในตนเองว่าจะสามารถพัฒนาตนเองไปในทางที่ดีขึ้นได้ ย้อนไปในช่วงที่ฟิลเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ เขาต้องการออกไปเผชิญโลกกว้างและมองหาไอเดียใหม่ๆในการทำธุรกิจ ระหว่างที่ทำงานหาประสบการณ์ เขามีความคิดว่าวันหนึ่งรองเท้าผ้าใบของญี่ปุ่นจะเข้ามาเติบโตในตลาดสหรัฐอเมริกา จึงนำ Onitsuka เข้ามาขาย สินค้าล็อตแรกที่นำมาขายมีเพียง 300 คู่ ซึ่งไม่ได้ทำกำไรมากนัก จึงนำรองเท้ามาพัฒนาต่อให้พอดีกับขนาดเท้าของคนอเมริกันและรองรับน้ำหนักได้มากขึ้น



  จากความช่วยเหลือของ Bill Bowerman นักกีฬาเก่าและผู้ร่วมก่อตั้งไนกี้ บิลได้สร้างเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Waffle rubber sole โดยการนำเอายางรองเท้าไปใส่ในเครื่องทำวาฟเฟิลเพื่อทำให้นิ่มและมีดอกยางกันลื่น จากจุดนี้ไนกี้ได้สร้างรายได้ให้กับธุรกิจกว่า 100,000 เหรียญในไป 1967 แม้ว่าฟิลจะได้กำไรมากมายแค่ไหน ที่ผ่านมาจะต่อสู้กับคดีความและอุปสรรคทางการเงินเพียงใด ฟิลยืนยันว่าเขาไม่เสียใจหากสินค้าของเขาจะหายไปภายในพริบตา เพราะเขาได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำที่สุดนั่นก็คือการที่เขาได้สร้างอิมแพ็คให้คนออกมาวิ่ง นอกจากนั้นไนกี้ยังให้คุณค่ากับการพัฒนาตนเอง โดยนำเสนอการเอาชนะตนเองผ่านโฆษณาหลายๆตัว สร้างกำลังใจและแรงผลักดันให้กับคนทุกคน

• ไนกี้มีการแสดงจุดยืนที่ชัดเจน และเชื่อมั่นในความถูกต้อง


  ปีที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็นปีทองของไนกี้ เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ IPO ไนกี้ปิดตัวลงด้วยราคา 85 เหรียญ ซึ่งเป็นการรักษาระดับตัวเลขที่สูงอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งไนกี้เลือก Collin Kaepernick อดีต quarter back ของทีมอเมริกันฟุตบอล San Francisco 49ers มาเป็นพรีเซ็นเตอร์แคมเปญครบรอบ 30 ปีของไนกี้ ซึ่งถือเป็นการแสดงจุดยืนต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อคนผิวสี หลังจากเหตุการณ์นั้นทำให้หุ้นตกทันที มีคนออกมาแสดงความคิดเห็นต่างๆมากมายบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก เหตุการณ์รุนแรงไปจนกระทั่งเกิดการเผารองเท้าและมีคนออกมาประท้วง



  แต่ยอดขายของไนกี้ก็กลับมาสูงมากขึ้นกว่าเดิมเพราะคนจำนวนมากชื่นชมในสิ่งที่ไนกี้แสดงออกอย่างกล้าหาญ รายงานผลการวิจัยของ Statista ระบุว่า 51% ของลูกค้า จะเลือกซื้อแบรนด์ที่มีความเชื่อเดียวกันกับลูกค้า แต่หลังจากที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ผลการวิจัยมีเปอร์เซนต์สูงขึ้นถึง 64% ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในสหรัฐอเมริกา หากแต่ยังเกิดที่อินเดีย ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และในบราซิล ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์สูงถึง 78% ลูกค้าเลือกซื้อแบรนด์ที่มีความเชื่อเดียวกันกับลูกค้า เนื่องจากลูกค้ามีความเชื่อว่าการเลือกซื้อรองเท้ากีฬาถือเป็นการแสดงความเป็นตัวตนของเขาอย่างหนึ่ง

  จากการยึดมั่นในความเชื่อและจุดยืนประกอบกับการทำแบรนด์ดิ้งของไนกี้ทำให้ไนกี้ขายรองเท้าไปทั้งหมด 21,000 ล้านเหรียญ นอกจากนั้นไนกี้พยายามใช้โซเชียลมีเดียพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสายตาคนรุ่นใหม่จำนวนมาก มีที่มาของข้อมูลจาก Statista กล่าวว่าไนกี้อยู่ในอันดับที่ 2 จาก 10 แบรนด์ที่ดึงดูดสายตาคนมากที่สุดในโซเชียลมีเดีย ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า หากคุณเชื่อและยึดมั่นในอะไรบางสิ่งมากพอ วันหนึ่งความสำเร็จก็จะเป็นของคุณ